ค้นหา
ไทย
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
ชื่อ
การถอดเสียง
ต่อไป
 

การสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนกับ ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ (วีแกน) ตอนที่ 1 จาก 12 ตอน

รายละเอียด
ดาวน์โหลด Docx
อ่านเพิ่มเติม
ด้วยบุญสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ต่อสหรัฐอเมริกา ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ (วีแกน) ได้เดินทางไปเยือนประเทศนี้ หลายครั้ง เพื่อมอบปัญญา ทางจิตวิญญาณ ความหวัง และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ที่จำเป็นในยามเดือดร้อน ในเดือนพฤศจิกายน 1993 หลังจากท่านได้ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจากไฟป่าอันร้ายแรง ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ท่านอาจารย์ได้รับเชิญ ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่ง ทั่วประเทศ โดยท่านได้แบ่งปัน ข้อคิดเกี่ยวกับคุณธรรม และการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เชิญคุณ รับชมซีรีส์ที่ให้แง่คิดลึกซึ้งนี้ ในชื่อ "บทสัมภาษณ์ ท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ (วีแกน) โดยสื่อมวลชน" ในการสัมภาษณ์ ครั้งแรก ท่านอาจารย์สนทนาอย่าง เปิดเผยกับคุณดุย ลินห์ ผู้สื่อข่าว นักหนังสือพิมพ์และบรรณาธิการ บริหาร ผู้เป็นที่เคารพของ หนังสือพิมพ์กงหลวน ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 1993 ตลอดการสนทนา ที่ให้ความกระจ่างนี้ ท่านอาจารย์อธิบายถึง ความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ของสื่อ แก่นแท้ของการทำกุศล โดยไม่มีเงื่อนไข และศิลปะอันลึกซึ้ง ของการดำเนินชีวิต โดยยึดมั่นในความเมตตา และคุณธรรม

ในตอนต้น ท่านอาจารย์อธิบายว่า การดำเนินชีวิตด้วยความเมตตา และคุณธรรมไม่จำเป็นต้อง สังกัดศาสนาใด และศาสนาต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองได้

(ผมเก็บรูปถ่ายท่านอาจารย์ไว้ เกือบสองร้อยรูปครับ) มากขนาดนั้นเลยหรือ?คุณได้มาจากไหน? (เราใช้ฟิล์มไปเกือบสิบม้วนเลยครับ วันนั้น) โอ จริงหรือ? คุณจึงเลือก แต่รูปที่สวยที่สุดมาให้ดู เพื่อโชว์ใช่ไหม? โอ้ จริงหรือ? สวยมาก! ถ่ายรูปได้ดีจริง ๆ สวย ชุดสีเหลือง ไม่สวยหรือ? มีแต่ชุดสีแดงที่สวย ส่วนชุดสีเหลืองไม่สวยใช่ไหม? โอ จริงหรือ? อา! ชุดสีแดง สวยกว่าใช่ไหม? ชุดสีแดง ดูเด่นกว่าใช่ไหม?

(จะส่งสิ่งเหล่านี้ไปให้เขา) รัฐมนตรีช่วย โอ้ นายกเทศมนตรีใช่ไหม (ใช่ครับ) เขาเป็นคนดีจริง ๆ (ใช่ ผู้ชายคนนั้นเป็นคนตลกและใจดีมาก) เขาเป็นคนดีนะ ว่าไหม? เขาเป็นคนซื่อสัตย์ เท่าที่ฉันรู้มาจนถึงตอนนี้ เขาดูซื่อสัตย์และเที่ยงตรง เขาไม่ขออะไรเลย เขาให้เกียรติฉันมากมาย โดยไม่ขออะไรตอบแทน ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เซ็นต์เดียว แต่ฉันบังเอิญมีบุญสัมพันธ์ ที่จะช่วยเหลือพื้นที่ ที่ประสบความทุกข์ยาก เช่นพื้นที่ ที่เผชิญโรคภัย นอกจากนั้น ฉันก็ไม่ได้ให้... แปลกนะ มีบางแห่ง ที่ฉันช่วยมาก ให้มาก และทำงานมาก ก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย พวกเขาไม่รบกวน หรือแทรกแซงฉันเลย แปลกใช่ไหม? โอ จริงหรือ? ฉันดูมีความสุขไหม? ทำไมคราวที่แล้วพวกคุณถึงไม่ไปด้วยกันล่ะ?

เชิญทานกันก่อน ทานเค้ก (วีแกน) สิ ฉันจะนั่งเป็นเพื่อน ฉันจะดื่มน้ำ ดื่มน้ำสิ ถ้วยใหญ่มาก โอ้โฮ! นี่ให้ (ชาว) ช้างดื่ม หรืออย่างไร? มีถ้วยเล็กกว่านี้ไหม? ถ้วยนี้ถือแล้วหนักมาก ฉันตัวเล็ก สิ่งที่เหมาะกับขนาดตัวฉันมากกว่านี้… (อันนี้ค่อนข้างหนักเลยนะครับ) มันหนักมาก แล้วยังใส่น้ำเต็มแก้วด้วย! ใครจะดื่มได้มากขนาดนั้น โอ้โฮ! ใครจะดื่มน้ำเย็น ได้มากขนาดนั้น? เฮ้ ช่วยเอาถ้วยเล็กกว่านี้ให้ฉันหน่อย ถ้วยกระเบื้องเคลือบ หรืออะไรทำนองนั้น ดูภูมิฐานกว่า ให้ดูสง่างามหน่อย นั่นดูเทอะทะเกินไป!

โอเค! เชิญทาน เค้ก (วีแกน) กันเถอะ (ค่ะ/ครับ) เชิญทาน (เราทานแล้วครับ) ทานสิ ฉันยังไม่เห็นใคร ทานเลย (ผมอิ่มมากครับ) (เราใกล้จะทานเสร็จแล้วครับ) จริงหรือ? (ใช่ครับ) (เมื่อครู่ ผมพูดเล่นกับทีมครัว บอกพวกเขาว่า ให้แพ็คอาหารเพื่อนำกลับบ้าง) อะไรนะ? ให้อะไร? (“นำกลับครับ”) “นำกลับ” หมายความว่าอย่างไร? (“อาหารนำกลับ” หมายถึง นำอาหารกลับบ้านครับ) (หมายถึงนำกลับบ้าน) อ๋อ ใช่! (ล้อเล่นเท่านั้นครับ) โอเค ใช่ ยังเหลืออีกมาก (โอ้ ไม่ใช่ครับ ผมแค่พูดเล่น) ไม่เป็นไร! เดี๋ยวนำกลับบ้าน ไปให้ลูก ๆ ทานด้วยดีไหม? (ไม่ครับ ผมไม่มี [ลูก]) (แต่มันอร่อยกว่านะครับ กว่าที่เราทานที่ฮาวาย) (ใช่ รสชาติอร่อยและบริสุทธิ์กว่า กว่าที่เราทานที่ฮาวาย) นั่นเป็นเพราะพวกเราอิ่มกันแล้ว วันนั้นพวกเราเลยกินกันได้ไม่มาก ทานไม่ไหว ใช่ไหม? วันนั้น ฉันไม่สามารถทาน อะไรได้เหมือนกัน (ดูเหมือนว่าการทำอาหารที่นั่นจะ...) คล้ายกัน ไม่ได้ดูดีกว่า ถ้วยนี้เลย เตี้ยกว่านิดหน่อย แต่หนักกว่าอีก คุณก็รู้ว่าฉันตัวเล็กมาก ของแบบนี้จึงทำให้ฉันกลัว ฉันต้องพูดภาษาอังกฤษ ถ้าพูดภาษาจีน พวกคุณคงไม่เข้าใจเลย คุณอาจคิดว่าเรากำลังพูดถึง บางสิ่งบางอย่างลับหลังพวกคุณ ถ้วยพลาสติก ยังดีกว่า เอาละ พอแล้ว ไม่บ่นแล้ว บ่นซ้ำไปซ้ำมา ก็ไม่เปลี่ยนอะไร

พวกเขานำของที่ใหญ่ มาก ๆ มาให้ พวกเขาให้ฉันแบบนี้เสมอ วันนี้ ฉันก็อยากบ่นเหมือนกัน น่ากลัวจริง ๆ ทุกใบ ทั้งใหญ่ ทั้งหนา! (นี่เป็นถ้วยที่เล็กที่สุด ที่เรามีอยู่ที่นี่ครับ) เล็กที่สุดหรือ (ใช่ครับ ถ้วยแบบนี้ครับ) ฉันเข้าใจ (ทุกใบก็เป็นแบบนี้ครับ อีกสามใบ ก็ใหญ่ขนาดนั้นทั้งหมด)โอ้ โอ้! พวกเขาบอกว่า นี่คือเล็กที่สุดของที่นี่แล้ว ในบ้านหลังนี้ นี่คือถ้วยที่เล็กที่สุด ที่หาได้ บ้านหลังนี้ คงมีแต่คนตัวใหญ่ อาศัยอยู่ใช่ไหม? อาจมีชาวเอาหลัก (เวียดนาม) กล้ามโต พักอยู่ที่นี่ นี่สำหรับคนที่ชื่ออะไรนะ... ฉันลืมสนิทเลย ให้เขาพักที่นี่ก็เหมาะดี! สำหรับคนตัวใหญ่แบบนั้น ใช่ไหม? เรียกว่ายกน้ำหนัก

เราเรียกแค่ว่ายกน้ำหนัก ฉันถือทั้งสองด้านแล้ว ไม่ต้องไปยกน้ำหนักเลยใช่ไหม? ถือถ้วยใบนี้ เหนื่อยจริง ๆ นะ (มันจะยิ่งหนักขึ้นไปอีก เพราะมีน้ำมากขึ้น) โอ้โฮ! เต็มแก้วเลยนะ ไม่น้อยเลย! (ใช่ค่ะ/ครับ) พวกเขารู้ว่า ฉันทาน และดื่มไม่มาก แล้วทำไมถึง ทำมาให้มากขนาดนี้ พวกคุณไม่รู้ว่า ฉันทานไม่มาก ทุกครั้งที่มีอาหาร (วีแกน) หรือเครื่องดื่ม พวกเขานำมาเหมือนจะเลี้ยง ทหารทั้งกองทัพ นี่เหมือนจะให้ทั้งกองทัพ หรืออะไรทำนองนั้น ทุกครั้งฉันขออะไร พวกคุณก็ใส่มาให้มากเกินไป

(แต่ผมรู้สึกว่าวันนี้ นั่งอยู่ที่นี่ ท่านได้พักอย่างเงียบสงบ ถ้าท่านออกไปทานที่ร้านอาหาร ท่านคงไม่ได้อยู่อย่างสงบ) ใช่ ถูกต้อง แต่ฉันกลัวว่า พวกคุณอาจจะไม่ชอบมัน ฉันกลัวว่าพวกคุณจะพูดว่า “ทำไม... ทำไมท่านไม่ เชิญพวกเราไปบ้านท่าน? ทำเหมือนกับว่า...” (ใครจะกล้าพูดเช่นนั้นครับ?) โอ้ จริงหรือ? แต่ฉันกลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นแล้ว รีบตามมาด้วย แล้วพวกเขาก็จะพูดว่า “ทำไมท่านต้อนรับคนเหล่านี้ แต่ไม่ต้อนรับฉัน?” เห็นไหม เป็นแบบนี้เสมอ! ฉันจึงกลัวการพบปะผู้คนมาก ฉันจะออกไปข้างนอก เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ ออกไปครั้งเดียวก็พอ ใครอยากพบ ฉันก็ให้มาพบพร้อมกัน ในคราวเดียว ให้ทุกคนได้พบฉัน แค่นั้น ถ้าผู้คนทยอยมาทีละคน จะเหนื่อยมาก

(ตั้งแต่วันที่เรากลับมาที่นี่ เราได้คุยกันแล้วและบอกว่า “ขอบคุณการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ ตอนนี้เราคิดต่างไปจากเดิม” ครับ) อย่างนั้นหรือ? (ใช่ครับ) คิดอย่างไร? เป็นความคิดที่ดีไหม? เล่าให้ฉันฟังสิ

(แล้วท่านอาจารย์ก็เห็นบทความ ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์) อ๋อ บทความนั้นดีมาก! บทความนั้นดีจริง ๆ เขียนได้งดงามมาก (แค่เขียนสั้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ) เขียนอย่างมีอารมณ์ขัน ใช่ไหม? ฉันให้คุณอ่านแล้วใช่ไหม? (ใช่ครับ) ฉันให้พวกคุณดูแล้วใช่ไหม? แล้วฉันก็พูดว่า “โอ้โฮ! คนนี้ต่อไป เราต้องเรียกเขาว่าอะไรดี? ฉันพูดว่าอะไรนะ? ให้รางวัลเขาใช่ไหม?” (ใช่ครับ ให้รางวัล) มอบตำแหน่ง “นักข่าวอารมณ์ขัน” ให้เขา นักข่าวที่มีอารมณ์ขันที่สุด มีรางวัล สำหรับนักข่าวที่ดี นักข่าวที่เขียนได้เฉียบคม(ค่ะ/ครับ) ไม่ใช่เฉียบคมแต่เขียนได้ถูกต้อง... “มีวาทศิลป์” แล้วในภาษาเอาหลัก (เวียดนาม) ใช้คำว่าอะไรจึงจะถูกต้อง? ไม่ใช่แค่ “ถูกต้อง” (มีวาทศิลป์ครับ) มีวาทศิลป์ (ซื่อตรง) อ้า! ซื่อตรง ใช่แล้ว ใช่แล้ว! สะท้อนสิ่งต่าง ๆ ตามความจริง อ้า ผู้หญิงคนนั้นเป็นชาวจีน เธอเขียนได้ดี เธอมีเสน่ห์ทีเดียว (ท่านอาจารย์ครับ ท่านพอใจกับ บทความชิ้นนั้นหรือเปล่าครับ?) ชอบ ชอบ! บทความนั้นดี และมีอารมณ์ขันด้วย ผู้หญิงคนนี้ อ่านแล้วหัวเราะมาก อีกอย่าง มีชายชาวจีนคนหนึ่ง ในไต้หวัน (ฟอร์โมซา) ได้รับรางวัล “นักข่าวผู้กล้าหาญที่สุด” รางวัล “ผู้รายงานตรงตามความจริงที่สุด” บางทีคราวหน้า เราควร มอบ “รางวัลนักข่าว อารมณ์ขันที่สุด” ดีไหม?

เขาเขียนได้ดีมาก งานเขียนของเขา ทั้งดีและมีอารมณ์ขันด้วย ฉันชอบทุกคนที่มีอารมณ์ขัน ควรได้รับแรงบันดาลใจ (ใช่ครับ) (ผมไม่ได้เขียน มานานกว่าสิบปีแล้วครับ) ทุกคนบอกว่า บทความนั้นดีจริง ๆ! (ผมไม่ได้เขียนมานานกว่า สิบปีแล้วครับ ครั้งนี้เขียนเพียงเล็กน้อย บทความจึงสั้นมาก) จริงหรือ? ไม่สั้นนะ มันพอเหมาะดี พูดว่าอะไร (...) ไว้ในนั้นหรือ? เขาบอกว่า “สั้นแต่ครบถ้วน” ทุกอย่างอยู่ในนั้นครบแล้ว คุณไม่ต้องไปที่นั่น ก็รู้ได้ (เพราะผมเลิก ทำอาชีพนี้มานานแล้วครับ) จริงหรือ? อย่าให้สูญเปล่า ลองเขียนให้กับหนังสือพิมพ์สักสาม สี่ หรือห้าฉบับดูสิ (ตอนนี้ท่านอนุตราจารย์ โปรดช่วยดูแลหนังสือพิมพ์ด้วยครับ ก็เขายังต้องหาเลี้ยงชีพ ก่อนที่เขาจะเขียนได้! คุณเขียนให้สิ่งพิมพ์อื่น ด้วยก็ได้ น่าเสียดาย ที่ปล่อยให้คนอื่นเขียน ทั้งที่พวกเขา เขียนได้ไม่ค่อยดี บางครั้งพวกเขาเขียนได้แย่ จนเสียดายหนังสือพิมพ์ เสียดายหน้ากระดาษเหล่านั้น คุณเขียนให้หนังสือพิมพ์อื่น ด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเขียน ให้หนังสือพิมพ์เหล่านั้น (ผู้คนไม่จ่ายเงินซื้อครับ) พวกเราศิลปินสามารถอยู่ได้ด้วยน้ำเปล่า (ผู้คนไม่จ่ายเงินซื้อครับ) เราต้องการเงินไปทำอะไร?

โอ้โฮ การพิมพ์หนังสือพิมพ์แบบนี้ คงแพงมากใช่ไหม? คงใช้เงินมาก (ใช่ครับ แพงมากครับ อาจารย์ เราต้องเร่งระดมเงินให้เพียงพอ สำหรับทุกเรื่อง ซึ่งค่อนข้างลำบาก เพราะอย่างที่ท่านเห็น หนังสือพิมพ์ที่นี่ส่วนใหญ่ แจกฟรีครับ) หนังสือพิมพ์แจกฟรีหรือ? (ขายไม่ได้ครับ) ทำไมถึงขายไม่ได้? (พอเราพยายามขาย ผู้คนก็ไม่ซื้อครับ) (ผู้คนไม่ซื้อครับ) (พวกเขาคุ้นเคยกับการจัดการ หนังสือพิมพ์ในอเมริกา ที่พึ่งรายได้จากโฆษณา) จริงหรือ? (และอย่างที่ท่านเห็น ธุรกิจต่าง ๆ กำลังประสบปัญหา ในทุกวันนี้ครับ) (ยากมากครับ พวกเขาทำอย่างไร? (พวกเขาทำ) (พวกเขาทำให้มีสีสันแบบนั้น) (พวกเขาต้องใช้เงินครับ) โอ (ก่อนท่านจะลงมา เราเพิ่งคุยกันถึงเรื่องคืนนั้น พวกเขากำลังทำปกอยู่ ที่มีรูปของท่านอยู่บนนั้น ผมต้องอยู่กับพวกเขา ที่นั่นตลอดคืนครับ) ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? (ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะทำเสียครับ) (เกรงว่าพวกเขาจำเสีย) โอ จริงหรือ? น่าเห็นใจ ซาบซึ้งใจมาก มิน่า หน้าปกถึงสวยมาก มีใครสังเกตไหม? (สวยกว่า ต้นฉบับครับ) ใช่ สวยกว่า ต้นฉบับ ฉันพูดอย่างนั้นจริง ๆ คงมีคนบอกคุณแล้ว ใช่ไหม? (มีคนบอกแล้วครับ) คงมีคนบอกคุณแล้ว (ยังไม่มีใครพูดอะไรเลยครับ) อย่างนั้นหรือ? (ใช่ครับ) โอ จริงหรือ? ฉันแทบไม่ได้ดูเลย แต่มันสวยกว่า ฉบับต้นแบบของเราอีก เหล่าศิษย์ก็คิดว่า มีคนพูดอย่างนั้น

(ครั้งนี้ เมื่อท่านอาจารย์กลับมา แคลิฟอร์เนีย ท่านพบว่า หนังสือพิมพ์ ของชาวเอาหลัก (เวียดนาม) เปลี่ยนทิศทางไปไหมครับ?จริงหรือ? เปลี่ยนไปหรือ? (เปลี่ยนไปครับ มีหนังสือพิมพ์มากมายครับ) มีมากมายหรือ หมายความว่าอย่างไร? (ใช่ครับ) คุณหมายถึงมีหลายฉบับ หรือเขียน ต่างไปจากเดิม? (พวกเขาเขียนต่างกัน) (มีหนังสือพิมพ์ กว่าสี่สิบฉบับครับ) ตอนนี้ จึงเขียนต่างไปจากเดิมหรือ? (ไม่ครับ แต่พวกเขาเขียนเกี่ยวกับ...) ทั้งหมดเกี่ยวกับฉันหรือ? (เกี่ยวกับท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ครับ) ต่างไปหรือ? (ประมาณหกฉบับครับ) โอ้ ใช่ โอ จริงหรือ? โอ้ ใช่แล้ว ขอฉันดูหน่อย (นี่คือ นิตยสาร “วุย”) อ๋อ “วุย” (นิตยสาร “ทินห์ เถื่อง” “ทินห์ เถื่อง” (หนังสือพิมพ์ “เวียดนามเพรส” ครับ) “เวียดนามเพรส” (และหนังสือพิมพ์“เวียดนามโพสต์”) “เวียดนามโพสต์” (สี่ฉบับครับ) ห้าฉบับ - อา สี่ฉบับ

(...ตั้งประเด็นให้ชัดเจน) หมายถึง ชี้แจงประเด็นให้ชัดเจน ใช่ไหม? (อยู่ข้างใคร? จริงหรือ? ฉันยังไม่ได้เห็นเลย (เป็นฉบับเก่า) อา เข้าใจแล้ว (ประมาณสี่หรือห้าเดือนก่อน ประเด็นก็คือ...) โอ วิเศษมาก (ประเด็นคือ การแสดงความคิดเห็น เช่น ถ้าใครสนับสนุนท่านอาจารย์ ควรสนับสนุนท่านอย่างไร? ถ้าใครต่อต้านท่านอาจารย์ พวกเขาต่อต้านเรื่องอะไร?) อา พวกเขาต้องบอกว่า ต่อต้านเรื่องอะไร (พูดให้ชัดเจนครับ)

ถ้าคุณต่อต้านใคร ก็ควรพูดให้ถูกต้อง พวกเขาเอาแต่วิจารณ์ โดยไม่ระบุว่า ฉันผิดเรื่องอะไร ฉันทำผิดอะไร? (แต่ตามที่... ท่านอาจารย์ครับ ทำไมท่านจึงคิดว่า มีคนต่อต้านท่านมากมายหรือครับ?) ใครจะรู้? (ครับ) เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พวกเขาต่อต้านเรื่องอะไร ถ้ารู้ อย่างน้อย เราก็อธิบายได้

(เพราะชาวพุทธ บางคนสงสัยว่า ท่านอนุตราจารย์ สังกัดนิกายใด ในศาสนาพุทธ? หรือว่า...) ทำไมฉันต้องสังกัดศาสนาพุทธ? (ไม่ครับ ผมหมายความว่า แตกต่างออกไปหรือไม่?) ใช่ (ใช่ครับ) ใช่ แต่ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นชาวพุทธแล้ว เราพูดให้ร้ายศาสนาอื่น เราก็ก่อความแตกแยกและเกลียดชัง นั่นคงเลวร้ายมาก

(นั่นหมายความว่า คำสอนของท่านไม่มี...) ใช่ ถ้าเรานับถือศาสนาพุทธ แต่สร้างความแตกแยก นั่นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ตัวอย่างเช่น ถ้าศาสนาหนึ่งสนับสนุนให้ฆ่าคน และปล้นทรัพย์ผู้อื่น หรือทำสิ่งผิด ทุกรูปแบบ เข้าใจไหม? ยกศาสนาคริสต์เป็นตัวอย่าง ปกติฉันพูดถึง การที่สองศาสนานี้ มีหลักการเดียวกัน เพราะศาสนา มีมากมาย เราไม่อาจพูดถึงได้ทั้งหมด ลองดูศาสนาคริสต์ กับศาสนาพุทธ ในศาสนาคริสต์ มีบัญญัติสิบประการไม่ใช่หรือ? ข้อห้ามสิบข้อ? ห้ามฆ่า ห้ามลักทรัพย์ ห้ามพูดส่อเสียด ห้ามประพฤติผิดในกาม ห้ามโกหก เห็นไหม? “จงรักเพื่อนบ้าน” เห็นไหม? หรือรัก เพื่อนมนุษย์ใช่ไหม? ไม่มีศาสนา สอนสิ่งผิดใด ๆ แล้วทำไมฉันต้องพูดให้ร้าย เกี่ยวกับพวกเขาด้วย?

(ท่านอนุตราจารย์ครับ เพราะผู้คนต้องการ ให้ท่านเรียกคำสอนของท่านว่า เป็นศาสนาพุทธรูปแบบหนึ่ง) ฉันไม่รู้ ฉันจะไม่... ไม่ควรติดป้าย ว่าเป็นอะไรทั้งนั้น (อ๋อ อย่างนั้นก็เป็นอีกนิกายหนึ่ง) ไม่มีนิกายใดเลย การสอนให้ผู้คนมีเมตตา และมีคุณธรรม ไม่จำเป็นต้องสังกัดนิกายใด(ใช่ครับ)

ทำไมทุกอย่าง ต้องมีชื่อ และมีป้ายกำกับเสมอ เราบำเพ็ญ ทางจิตวิญญาณอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่อาณาจักร ที่ไร้รูปใช่ไหม? (ใช่ครับ) ก็บอกแล้วว่า “ธาตุทั้งสี่ ล้วนว่างเปล่า” แล้วทำไม ต้องทำให้ทุกอย่างซับซ้อน จากนั้นก็เอาแต่ ตั้งชื่อต่าง ๆ ศาสนานี้ ศาสนานั้น จนเกิดการต่อสู้ ทำร้ายกันเช่นนี้ นั่นไม่ใช่ การบำเพ็ญทางจิตวิญญาณเลย นี่ไม่ใช่การเมือง ฉันไม่ชอบ ทำแบบนั้น (ครับ) ทำไมผู้ที่เป็นลูกศิษย์ ของฉันเหล่านั้น ไม่ว่าจะมาจากศาสนาใด จึงอยู่ร่วมกัน ได้อย่างกลมเกลียว? พวกเขาเข้าใจสัจธรรมอย่างถ่องแท้ ว่าทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว แล้วจะสนใจทำไม ว่าเป็นศาสนาอะไร ศาสนานี้ หรือศาสนานั้น? ฉันอธิบายเรื่องนี้ มาหลายครั้งแล้ว มีการกล่าวถึงในธรรมสาร และหนังสือแล้ว หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เราจึงเรียกว่าศาสนาพุทธ หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ เราจึงเรียกว่าศาสนาคริสต์ หลังพระศาสดามุฮัมมัด (ขอสันติจงมีแด่พระองค์) จากไป เราจึงเรียกว่าศาสนาอิสลาม เข้าใจไหม?

ก่อนหน้านั้น อาจารย์เหล่านั้นสังกัดศาสนาใด เพื่อบรรลุการรู้แจ้ง? ก่อนพระศากยมุนีพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์นับถือศาสนาพุทธ หรือเปล่า? (ใช่ครับ) คุณบอกฉันสิ ตอนนั้น ยังไม่มีศาสนาพุทธใช่ไหม? แล้วพระองค์ปฏิบัติตามอะไร จึงบรรลุได้? ก่อนพระเยซูประสูติ มีศาสนาคริสต์หรือเปล่า? แล้วพระองค์ปฏิบัติตามอะไร จึงเป็นพระคริสต์? ฉันไม่ชอบ ที่ต้องอธิบายเรื่องต่าง ๆ แบบนั้น ใครอยากเป็นลูกศิษย์ ก็เป็นลูกศิษย์ได้ ถ้าพวกเขามา ก็เรียนรู้และเข้าใจได้ ถ้าพวกเขาไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครบังคับใคร

(เราอยากขอถามเพื่อให้ชัดเจน...) ใช่ ฉันรู้ว่า คุณเพียงแค่ถาม ฉันกำลังพูดถึงคนเหล่านั้น ไม่ได้โต้เถียงกับคุณ

Photo Caption: “รู้สึกขอบคุณที่ได้มีอายุยืนยาว”

ดาวน์โหลดรูปภาพ   

รับชมเพิ่มเติม
วีดีโอล่าสุด
ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
2026-10-22
484 รับชม
ข่าวเด่น
2026-10-21
925 รับชม
ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
2026-10-21
875 รับชม
34:13

ข่าวเด่น

423 รับชม
ข่าวเด่น
2026-10-20
423 รับชม
แบ่งปัน
แบ่งปันไปที่
ฝัง
เริ่มที่
ดาวน์โหลด
โทรศัพท์มือถือ
โทรศัพท์มือถือ
ไอโฟน
แอนดรอยด์
รับชมในบราวเซอร์ในโทรศัพท์มือถือ
GO
GO
แอพ
สแกนโค้ดคิวอาร์ เลือกระบบโทรศัพท์ที่ถูกต้อง เพื่อดาวโหลด
ไอโฟน
แอนดรอยด์
Prompt
OK
ดาวน์โหลด